หลังจากที่เกมการแข่งขันระหว่าง เซาธ์แฮมป์ตัน กับ เวสต์แฮม ยูนเต็ด ได้จบลงไป ทำให้ตอนนี้ทุกทีมใน พรีเมียร์ลีก ต่างลงสนามไปทั้งสิ้น 19 นัด หรือก็คือผ่านมาแล้ว ครึ่งฤดูกาลแรก พรีเมียร์ลีก นั่นเอง

ซึ่งตลอด 19 นัดที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่ช่วยกระตุ้นอารมณ์ฟุตบอลให้เดือดพล่านเกิดขึ้นมากมาย วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนมาดู บทสรุป ใน ครึ่งแรก ของ ศึกฟุตบอล ที่ใหญ่ที่สุดบน เกาะอังกฤษ ว่ามีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นบ้าง ถ้าพร้อมแล้วล่ะก็ ไปดูกันเลย…

ครึ่งฤดูกาลแรก พรีเมียร์ลีก 2018-2019 มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

ลิเวอร์พูล คือ ทีมที่ดีที่สุด ในอังกฤษ ณ เวลานี้

สมบูรณ์แบบสุดๆสำหรับผลงานของ ลิเวอร์พูล ในครึ่งแรกของฤดูกาลนี้ 19 เกมที่ผ่านมา พวกเขาโชว์ฟอร์มได้แข็งแกร่งสุดๆ เกมรุกที่สุดยอดอยู่แล้ว บวกกับเกมรับที่พัฒนาขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด ทำให้พวกเขาเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในลีก โดยเสียไปเพียงแค่ 7 ประตูเท่านั้น และที่สำคัญคือยังไม่มีทีมใดในลีกที่สามารถยัดเยียดความปราชัยให้กับพวกเขาได้แม้แต่นัดเดียว

โดยชนะได้ถึง 16 เกม และเสมออีก 3 เกม เก็บไปได้ 51 คะแนน ครองบัลลังก์จ่าฝูงอยู่ ณ ขณะนี้ ถ้าเกิดในครึ่งฤดูกาลหลัง พวกเขายังคงทำผลงานได้อย่างสุดยอดแบบนี้ ไม่แน่ว่าความฝันอันยาวนานกว่า 20 ปีของเหล่า “เดอะ ค็อป” อาจจะเป็นจริงขึ้นมาก็ได้

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ได้ไร้เทียมทาน

นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา ซิตี้ ถูกยกให้เป็นเต็ง 1 มาโดยตลอด ด้วยฟอร์มที่สุดยอด ขุมกำลังอันแข็งแกร่ง ทั้งรุกและรับ ตัวสำรองที่สามารถทดแทนตัวจริงได้อย่างสบายๆ จนบรรดากูรูรวมไปถึงแฟนบอลหลายๆคน ต่างยกให้ “เรือใบสีฟ้า” คือทีมที่แข็งแกร่ง ไร้เทียมทาน และจะสามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไปครองได้อีกสมัย โดยมีสิทธิ์ที่จะไม่แพ้ใครแม้แต่นัดเดียวด้วยซ้ำ

จนมาถึงสัปดาห์ที่ 16 ในเกมที่พบกับ เชลซี และก็เป็นทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” นี่แหละ ที่ยัดเยียดความปราชัยในลีกเกมแรกให้กับพลพรรค “เรือใบสีฟ้า” ซึ่งหลังจากที่แพ้เกมนี้ ซิตี้ กลายเป็นเหมือนนักมวยกำลังเมาหมัด เพราะอีก 3 เกมถัดมาพวกเขาต้องพบกับความพ่ายแพ้เพิ่มอีก 2 นัด ในเกมที่พบกับ คริสตัล พาเลซ และ เลสเตอร์ ซิตี้ ทำให้พวกเขาหล่นลงมาเป็นเต็ง 2 และเสียตำแหน่งเต็ง 1 ให้กับ ลิเวอร์พูล

“ไก่เดือยทอง” ร้อนแรงเหลือเกิน

ยอดเยี่ยมจริงๆสำหรับผลงานของ สเปอร์ส ในครึ่งฤดูกาลแรก ถึงแม้ว่าพวกเขาจะสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นทีมใหญ่ได้ตั้งแต่หลายฤดูกาลที่แล้ว แต่ในปีนี้พวกเขาทำผลงานได้อย่างสุดยอด โดยเฉพาะ 4 แนวรุกตัวเทพของทีมอย่าง แฮร์รี่ เคน, คริสเตียน อีริคเซ่น, เดเล่ อัลลี และ ซอน เฮืองมิน ที่ไล่ถล่มคู่แข่งเป็นว่าเล่น ซึ่งจำนวนประตูที่พวกเขายิงได้ (42) เป็นรองเพียงแค่ ลิเวอร์พูล (43) และ เมนเชสเตอร์ ซิตี้ (51) เพียง 2 ทีมเท่านั้น

อีกทั้งอันดับบนตารางคะแนน ที่พวกเขาทะยานขึ้นมารั้งตำแหน่งรองจ่าฝูง เรียกได้ว่ามีลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว แต่ก็นั่นแหละ ความสม่ำเสมอยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามสำหรับ สเปอร์ส มาโดยตลอด ต้องมาดูกันว่าอีกครึ่งฤดูกาลที่เหลือพวกเขาจะรักษาฟอร์มที่สุดยอดเช่นนี้ต่อไปได้หรือไม่

“มู” ไม่อยู่แล้ว

สุดท้ายเส้นทางของ มูรินโญ่ กับ “ปีศาจแดง” ก็มีอันต้องจบลง เมื่อมาถึงเกมวีคที่ 17 ที่พวกเขาต้องออกไปทำศึก “แดงเดือด” กับอริตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล ที่ แอนฟิลด์ ซึ่งก่อนหน้าที่เกมนี้จะเริ่มขึ้น สถานการณ์ของ ยูไนเต็ด อยู่ในขั้นย่ำแย่ ทั้งเรื่องผลการแข่งขัน อันดับในตาราง และฟอร์มการเล่น

ซึ่งศึกแห่งศักดิ์ศรีในครั้งนี้ ปรากฏว่า ยูไนเต็ด บุกไปแพ้อย่างยับเยิน ในสภาพที่สู้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง ด้วยสกอร์ 3-1 ซึ่งนี่เองเป็นฟางเส้นสุดท้ายระหว่าง มูรินโญ่ และ ยูไนเต็ด เขาถูก แมนยูฯ ปลดออกจากตำแหน่งในไม่กี่วันถัดมา ปิดฉากบทบาทของกุนซือจอมอหังการกับ “ปีศาจแดง” ลงแต่เพียงเท่านี้

สองพี่ บิ๊กลอนดอน ต้องมาแย่งที่ 4

อาร์เซนอล และ เชลซี เริ่มต้นฤดูกาลด้วยสถานการณที่เหมือนกัน คือการมีผู้จัดการทีมคนใหม่ โดย อาร์เซนอล มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบ 22 ปี เมื่อ อาร์เซน เวนเกอร์ ก้าวลงจากตำแหน่งกุนซือ และเป็น อูไน เอเมรี่ เข้ามารับหน้าที่แทน ส่วนทางฝั่ง เชลซี ได้แต่งตั้ง เมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือสิงห์อมควัน จาก นาโปลี เข้ามาเป็นเฮดโค้ช ทำให้ทั้งคู่เหมือนกับเริ่มต้นใหม่ ทั้งในเรื่องกฎระเบียบต่างๆภายในทีม ความสัมพันธ์ระหว่างโค้ชกับนักเตะ รูปแบบการซ้อม แผนการเล่น และแทคติกต่างๆ

โดยในตอนต้นฤดูกาล เชลซี เริ่มต้นได้ดี เกาะกลุ่มผู้นำมาตลอด แต่พวกเขากลับมาสะดุดในช่วงหลัง ทำให้คะแนนเริ่มทิ้งห่างจากกลุ่มลุ้นแชมป์ไปเรื่อยๆ จนหล่นมาอยู่อันดับที่ 4 ในปัจจุบัน ส่วน อาร์เซนอล ก็เหมือนจะทำได้ดี เมื่อมีอยู่ช่วงหนึ่งที่พวกเขาทำผลงานได้อย่างสุดยอด ไม่แพ้ใครตลอด 22 นัดในทุกรายการ

แต่ช่วงหลังนักเตะกำลังหลักในทีมต่างถูกอาการบาดเจ็บเล่นงานหลายต่อหลายคน ทำให้ผลงานของพวกเขาค่อยๆดรอปลง จนตอนนี้อยู่ในอันดับที่ 5 ซึ่งถ้าหากดูจากฟอร์มที่ไม่แน่นอนของทั้งคู่ เทียบกับฟอร์มของทีมด้านบนของตาราง ไม่แน่ว่าศึกชิงอันดับ 4 ในช่วงท้ายฤดูกาล อาจจะเป็นการเปิดศึกระหว่างสองยักษ์แห่งกรุงลอนดอนก็เป็นได้

โฉมหน้าของผู้ดิ้นรน (หนีตกชั้น) ที่เริ่มเด่นชัดขึ้น

19 นัดผ่านไป เริ่มเห็นได้ชัดแล้วว่า ทีมใดบ้างที่จะต้องหนีตกชั้นในช่วงท้ายฤดูกาล เมื่อดูจากตารางคะแนน ฟอร์มการเล่น สถานการณ์ต่างๆในตอนนี้ เหมือนจะมีถึง 6 ทีมที่เข้าข่ายต้องหนีตายในบั้นปลาย

ไม่ว่าจะเป็น ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ทีมบ๊วยของตาราง, ฟูแล่ม ทีมรองบ๊วย ที่เริ่มแก้ไขสถานการณ์ด้วยการเปลี่ยนโค้ชเป็น เคลาดิโอ รานิเอรี่ เข้ามาคุมทีม แต่สถานการณ์ก็ยังไม่ค่อยดีขึ้น, เบิร์นลีย์ ที่ฟอร์มการเล่นตกลงจาฤดูกาลที่แล้วอย่างน่าใจหาย จนมาอยู่ในอันดับที่ 17, คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ น้องใหม่ที่ฟอร์มกระท่อนกระแท่นเหลือเกิน, “นักบุญ” เซาธ์แฮมป์ตัน ที่ฟอร์มเริ่มดีขึ้น หลังจากที่เปลี่ยนกุนซือเป็น ราล์ฟ ฮาเซนฮุตเทิล แต่ก็ยังต้องลุ้นกันยาวๆอยู่ดีสำหรับ “นักบุญ” ในปีนี้ และ นิวคาสเซิ่ล ทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ ที่ตัวผู้เล่นในทีมเมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว เรียกว่าเป็นรองพอสมควร ต้องมาดูกันว่ากึ๋นของ ราฟา จะพาทีมรอดตกชั้นได้หรือไม่

ทั้งหมดนี้คือประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2018-2019 ในช่วงครึ่งฤดูกาลแรกที่ผ่านมา เรียกได้ว่าสนุกสนานและเข้มข้นจริงๆ ต้องมาดูกันต่อว่าอีก 19 นัดที่เหลือจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ใครจะคว้าแชมป์ไปครอง ทีมใดบ้างที่จะได้เป็นตัวแทนไปลุยบอลยุโรปในฤดูกาลหน้า และทีมใดที่มีอันจะต้องตกชั้นลงไป รับประกันได้ว่าสนุกถูกใจแฟนบอลอย่างเราๆแน่นอน!!!

สมัคร สมาชิก SBOBET คลิ๊กเลย

สมัครผ่าน Line@ ทำรายการเร็วมาก Add friend เลย @TSBO-BET