เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก การแข่งขันฟุตบอลระดับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป ได้กลับมาโม่แข้งอีกครั้ง นี่ก็ผ่านมาถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่เป็นแบบน็อกเอาท์ เหย้า-เยือน ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์แรก มีการแข่งขันทั้งหมด 4 คู่ 8 ทีม สำหรับผลการแข่งขันนั้นทุกคนก็น่าจะได้ทราบกันไปแล้ว วันนี้ผมจึงอยากพาทุกคนมาพูดถึงรายละเอียดของเกมเล็กๆ น้อยๆ กับโอกาสในการผ่านเข้ารอบต่อไปของแต่ละทีม ทั้ง 4 เกมที่จบลง

วิเคราะห์ ศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก UCL รอบ 16 ทีมสุดท้าย

หลังกลับมาระเบิดความมันส์ ในสัปดาห์แรก มาเริ่มต้นที่…

“ผีแดง” เปิดบ้านพ่าย ปารีสฯ 0-2

นี่ถือเป็นเกมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดใน ศึก UCL รอบ 16 ทีมสุดท้าย ประจำวีคแรกเลยทีเดียว ก่อนเกมเริ่มขึ้นมีประเด็นให้พูดถึงมากมายไม่ว่าจะเป็น การมาเยือนถิ่นเก่าของ ดิ มาเรีย, การคุม “ผีแดง” ลุยบอลยุโรปเกมแรกของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และ ปารีสฯจะเป็นอย่างไร เมื่อไร้ เนย์มาร์ และ คาวานี่

ในเกมใหญ่แบบนี้ หากพูดถึงฟอร์มของทั้งคู่ถือว่าร้อนแรงมากๆ โดยเฉพาะทางฝั่งของเจ้าบ้าน ที่ยังไม่แพ้ใครรวมทุกรายการตั้งแต่ โซลชา เข้ามาคุมทีม จนถึงบัดนี้ก็ปาเข้าไป 11 เกมแล้ว ส่วนทางฝั่งทีมเยือนก็แรงไม่แพ้กัน ชนะรวด 4 เกมหลังสุด ครองบัลลังก์จ่าฝูงของลีกในเวลานี้

โดยภาพรวมของเกมเป็น เปเอสเช ทีมเยือน ที่ค่อนข้างทำได้ดีกว่า ซึ่งคนที่โดดเด่นที่สุดในเกมนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน อังเคล ดิ มาเรีย อดีตนักเตะ “ปีศาจแดง” ที่ได้รับการต้อนรับจากแฟนบอลอย่างร้อนระอุ ซึ่งปีกชาวอาร์เจนไตน์ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง จัดไป 2 แอสซิสต์ ลูกแรกในนาทีที่ 54 เปิดลูกเตะมุมเข้ามาให้ คิมเพมเบ้ กระโดดยิงแสกหน้า เด เกอา เข้าไป ส่วนลูกที่ 2 อีก 6 นาทีถัดมา เป็นการเปิดเลียดจากด้านข้าง มาให้ เอ็มบัปเป้ วิ่งมายิงจ่อๆ ตุงตาข่าย และจบเกมลงด้วยผล 0-2

แต่ทว่าแค่ผลสกอร์ยังเจ็บไม่พอ เกมนี้ ยูไนเต็ด ได้รับความเสียหายอย่างหนัก นี่เป็นความพ่ายแพ้นัดแรกตั้งแต่ โซลชา เข้ามาคุมทีม และอาการบาดเจ็บของ เจสซี่ ลินการ์ด และ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ถูกเปลี่ยนตัวออกระหว่างเกม ซึ่งคาดว่าน่าจะพักราวๆ 2-3 สัปดาห์ รวมไปถึงใบเหลืองแดงของ พอล ป็อกบา ในนาทีสุดท้าย ทำให้มิดฟิลด์แชมป์โลกจะหมดสิทธ์ช่วยทีมในเกมที่ 2 ที่พวกเขาจะต้องออกไปเยือน ฝรั่งเศส

ซึ่งถ้าหากมองจากตรงนี้ ไม่จำเป็นต้องดูสถิติอะไรมาก การแพ้ในบ้าน 2 ประตู ทำให้พวกเขาต้องพบกับงานช้างในนัดที่ 2 แมนยูฯ ต้องชนะ ปารีสฯ ให้ได้ด้วยสกอร์ที่ห่างตั้งแต่ 3 ลูกขึ้นไป จึงจะพลิกสถานการณ์กลับมาเข้ารอบ

และที่สำคัญคือพวกเขาจะไม่มี ป็อกบา ในเกมหน้า ผมจึงมองว่าเป็นเรื่องที่ยากมากๆที่ “ปีศาจแดง” จะผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย อยากให้แฟนผีทำใจเอาไว้เนิ่นๆ แต่อย่างว่าฟุตบอลอะไรก็เกิดขึ้นได้ เหมือนกับที่ บาร์ซ่า เคยทำกับ ปารีสฯ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อปี 2017

โอกาสเข้ารอบ : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 25% : ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 75%


โรม่า เปิดบ้านเฉือน ปอร์โต 2-1

อีกคู่ในคืนวังอังคาร “หมาป่ากรุงโรม” โรม่า เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ เอฟซี ปอร์โต จ่าฝูงของลีกโปรตุเกส โดยเจ้าบ้านนั้นผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายในฐานะรองแชมป์กลุ่ม จี อยู่อันดับ 5 บนตารางคะแนนของศึก กัลโช่ เซเรียอา ณ เวลานี้ ผลงานถือว่าไม่ค่อยดีนัก 5 นัดหลังสุดรวมทุกรายการชนะไปเพียงแค่ 2 นัดเท่านั้น

ส่วนทางฝั่งทีมเยือน เข้ารอบมาในฐานะแชมป์กลุ่ม ดี โดยในรอบแบ่งกลุ่ม 6 นัด ยังไม่แพ้ใคร แบ่งเป็น ชนะ 5 เสมอ 1 ส่วนในลีกอยู่ในตำแหน่งจ่าฝูง เกมนี้เป็นไปอย่างสูสี ฝั่งเจ้าบ้านทำได้ดีกว่าเล็กน้อย แต่กว่าจะมีประตูแรกก็ปาเข้าไปนาทีที่ 70 เป็น ซานิโอโล่ ที่รับลูกต่อจาก เชโก้ กดเลียดย้อนศรผ่านมือ กาซียาส เข้าไป

ก่อนที่อีก 6 นาทีถัดมาจะเป็น ซานิโอโล่ เจ้าเก่าคนเดิม ซ้ำลูกยิงกระดอนเสาของ เชโก้ เข้าไปง่ายๆ แต่ทว่าทีมเยือนมาได้ประตูตีไข่แตกในนาทีที่ 79 จากการเก็บตกลูกยิงแป๊กของ โซอาเรส โดย อาเดรียน โลเปส ซัดเข้าไปจ่อๆ จบเกมด้วยสกอร์ 2-1 เกมนี้ประตูไข่แตกของทีมเยือนมีค่าอย่างยิ่ง 2-0 กับ 2-1 ต่างกันมากๆ

ในเวที UCL ลูกนี้ทำให้นัดที่ 2 ที่ โปรตุเกส นั้นจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้ แต่ยังไงทีมที่ได้เปรียบก็ยังคงเป็น โรม่า เพราะเพียงแค่เสมอก็จะทำให้พวกเขาเข้ารอบต่อไป

โอกาสเข้ารอบ : โรม่า 55% : เอฟซี ปอร์โต 45%


“ราชันชุดขาว” บุกเฉือน อาแจ็กซ์ 2-1

มาถึงเกมในคืนวันพุธ เรอัล มาดริด แชมป์เก่า 3 สมัย ที่ผ่านเข้ารอบมาในฐานะแชมป์กลุ่ม จี พบกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่เข้ารอบมาในฐานะรองแชมป์กลุ่ม อี โดยทางฝั่งเจ้าบ้านผลงานไม่ค่อยดีนัก 5 นัดหลังสุดรวมทุกรายการ ชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 2 รั้งตำแหน่งรองจ่าฝูงของลีก

ต่างจากทีมเยือนที่ฟอร์มเริ่มเข้ารูปเข้ารอย 5 นัดหลังสุดรวมทุกรายการ ชนะ 4 เสมอ 1 ยังไม่แพ้ใคร ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2 ของลีก ซึ่งถ้าหากจะพูดถึงชื่อชั้นระหว่าง 2 ทีมนี้ล่ะก็ ยักษ์ใหญ่จากสเปนเป็นต่ออยู่หลายขุม ยังไงก็น่าจะบุกมาเอาชนะได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

แต่ทว่ารูปเกมกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น เจ้าบ้านทำได้อย่างยอดเยี่ยม เล่นได้อย่างสูสีค่อนไปทางเหนือกว่าด้วยซ้ำ มีจังหวะจบสวยๆอยู่หลายครั้ง แต่ไฮไลท์ของเกมนี้คือ VAR ที่ได้ประเดิมในคู่นี้ โดยถูกเรียกใช้ถึง 3 ครั้ง

โดยครั้งแรกในนาทีที่ 37 ซึ่งถือเป็นจังหวะน่ากังขา เป็นฝั่ง อาแจ็กซ์ ที่ได้เตะมุมเข้ามา แล้วเกิดชุลมุนในกรอบเขตโทษ สุดท้ายเป็น ทัลเกียฟิโก้ เซนเตอร์แบ็กเจ้าบ้านยิงเข้าไป แต่ VAR และ ผู้ตัดสินปฏิเสธประตูนี้ โดยเห็นว่ามีจังหวะฟาวล์เกิดขึ้นก่อน ทำให้สกอร์ยังอยู่ที่ 0-0

เมื่อไม่เสียทีมเยือนก็ไม่เจอกับความกดดัน และมาได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 60 จากการตะลุยตัดเข้ากลางของ วินิซิอุส จูเนียร์ ก่อนไหลมาให้ เบนเซม่า กดเต็มๆ เข้าไป ทีมเยือนนำ 1-0

แต่ทว่าอีก 15 นาทีถัดมาเจ้าบ้านมาได้ประตูตีเสมอ จากการไหลเข้ากลางมาให้ ฮาคีม ซีเยส กดเข้าไป ซึ่งคราวนี้เป็นฝั่งทีมเยือนที่เรียกดู VAR ว่ามีจังหวะฟาวล์ก่อนหรือไม่ ซึ่งเมื่อได้ดูแล้วผู้ตัดสินยืนยันว่าเป็นประตู เกมจึงกลับมาเท่ากัน

สุดท้ายทีมเยือนมาได้ประตูชัยก่อนหมดเวลา 3 นาที จาก อเซนซิโอ้ ซึ่งคราวนี้เป็นฝั่งเจ้าบ้านที่ขอดู VAR ว่ามีจังหวะฟาวล์ก่อนหน้านั้นหรือไม่ แต่กรรมการปฏิเสธที่จะดู VAR ทำให้จบเกมเป็น เรอัล มาดริด ที่บุกมาเฉือนเอาชนะไปได้ 1-2

นอกจาก VAR แล้ว เกมนี้ยังมีประเด็นที่ตามมาอีกเรื่องหนึ่งคือการจงใจล้างใบเหลืองของ เซอร์จิโอ้ รามอส ซึ่งจะทำให้เขาโดนแบนในนัดหน้า เป็นการตัดกังวลเกี่ยวกับใบเหลืองในเกมหน้า ซึ่งถ้าเขาพลาดโดน แล้วมาดริดเกิดเข้ารอบ รามอส จะโดนแบนในรอบ 8 ทีมสุดท้ายนัดแรก

แต่นี่เป็นเหมือนดาบสองคมเล็กๆ เพราเกมหน้าที่ เบอร์นาเบว มาดริด จะไม่มี รามอส ซึ่งน่าจะส่งผลต่อเกมรับไม่มากก็น้อย แต่ผมคิดว่ายังไงก็ไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับ มาดริด เพราะการบุกมาชนะในนัดนี้ แถมยังได้อเวย์โกลไปถึง 2 ลูก ถ้าไม่เกิดพลิกล็อกอะไรขึ้น “ราชันชุดขาว” จะผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายอย่างแน่นอน

โอกาสเข้ารอบ : อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 20% : เรอัล มาดริด 80%


“ไก่เดือยทอง” ปูพรมถล่ม “เสือเหลือง” 3-0

เกมสุดท้ายประจำสัปดาห์แรก สเปอร์ส ทีมฟอร์มแรงแห่งศึก พรีเมียร์ลีก เปิดบ้านรับการมาเยือนของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมแกร่งจาก บุนเดส ลีกา ทางฝั่งเจ้าบ้านนั้นถึงแม้จะไม่มี แฮร์รี่ เคน และ เดเล่ อัลลี่ แต่ก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมชนะ 4 นัดรวดในลีก

ส่วนทีมเยือนที่ไร้ มาร์โก รอยส์ ศูนย์หน้ากัปตันทีม ยังคงครองบัลลังก์จ่าฝูง บุนเดส ลีกา แต่ทว่าฟอร์มเริ่มแกว่ง ไม่ชนะใครในทุกรายการมา 3 เกมติด เริ่มเกม รูปเกมเป็นไปอย่างสูสี และจบครึ่งแรกโดยที่ยังไม่มีใครทำอะไรกันได้ แต่ทางฝั่งเจ้าบ้าน กุนซือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ แก้เกมได้อย่างยอดเยี่ยม

โดยในครึ่งหลัง สเปอร์ ยิงได้ถึง 3 ลูก ลูกแรกเริ่มครึ่งหลังมาได้เพียง 2 นาที เป็นการโยนบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษของ ยาน แฟร์ตองเก้น ข้ามหัวแนวรับ มาถึง ซน เฮือง มิน กระโดดยิงเข้าไป เจ้าบ้านนำ 1-0 ผ่านมาถึงในนาทีที่ 83 เจ้าถิ่นก็มาได้ลูกที่ 2 จากการสอดเข้ามาชาร์จจ่อๆของ ยาน แฟร์ตองเก้น และประตูปิดกล่องในนาทีที่ 86 จากลูกเตะมุมที่ คริสเตียน เอริคเซ่น โยนมาให้ เฟอร์นันโด ยอเรนเต้ ตัวสำรองโขกเข้าไป

จบเกม สเปอร์ส ถล่ม ดอร์ทมุนด์ ขาดลอย 3-0 ทำให้ในนัดที่ 2 สเปอร์ส จะกุมความได้เปรียบเป็นอย่างมากในการไปเยือนถ้ำ “เสือเหลือง” โอกาสในการเข้ารอบค่อนข้างสูง แต่ สเปอร์ส ก็คือ สเปอร์ส มักจะมีความผิดพลาดแบบน่าเหลือเชื่อให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ต้องมาดูกันว่าพวกเขาจะปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่

โอกาสเข้ารอบ : ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ส 70% : โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 30%

โดยนัดที่ 2 ของทั้ง 4 คู่นี้จะมีขึ้นในวันที่ 6-7 มีนาคม จะมีคู่ไหนพลิกล็อกหรือไม่นั้น แฟนบอลทั้งหลายห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง


อ่าน วิธีแทงโปโลน้ำ พร้อม กติกาโปโลน้ำ เข้าใจง่าย เล่นยังไง คลิ๊ก

สมัคร แทงบอล SBO คลิ๊กเลย และ ติดตาม โปรโมชั่น SBOBET ได้ที่นี่ ท่านสามารถร่วมสนุกผ่าน ทางเข้า SBOBET หากท่านสมาชิกมีข้อสงสัย สามารถติดต่อ call center ได้ตลอด 24ชม.

สนใจ แทงบอล สมัครผ่าน Line@ ทำรายการเร็วมาก Add friend เลย @TSBO-BET