โค้งสุดท้าย พรีเมียร์ลีก ในการขับเคี่ยวระหว่างสองทีม ลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก กำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น จะเป็น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่า ที่สามารถ ป้องกัน และ คว้า ถ้วยพรีเมียร์ลีก มาประดับไว้ในตู้รางวัลเพิ่มได้อีกใบ หรือจะเป็น ลิเวอร์พูล ที่จะหยุดการรอคอยแชมป์ลีกเอาไว้แค่ 28 ปี วันนี้เราจะพาแฟนบอลทุกท่านไปเช็คขุมกำลัง ความพร้อม รวมถึงสถานการณ์ ของม้าแข่งทั้งสองตัวที่กำลังคั่วจ่าฝูงกันอย่างเมามันส์แบบนัดต่อนัดเลยทีเดียว !

โค้งสุดท้าย พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล vs แมนฯ ซิตี้ ใครมีโอกาสครอง แชมป์ลีก ฤดูกาล มากกว่ากัน

แท็คติกที่หลากหลายของ “เป๊ป”

ในบรรดาผู้จัดการทีมเลือดใหม่ในปัจจุบัน เป๊ป กวาดิโอล่า นั้นถูกยกให้เป็นจ้าวแห่งแท็กติก ขงเบ้งแห่งวงการลูกหนัง รูปแบบการเล่น แท็คติก ที่เขาใช้กับทั้ง บาร์เซโลน่า, บาเยิร์น มิวนิค และแมนฯ ซิตี้ ต่างมีรางวัลเป็นโทรฟี่การันตีในฝีมือของเขาด้วยกันทั้งนั้น

นี่คือความได้เปรียบแรกเลย เป๊ป นั้นไม่ยึดติดกับแผน เขาพร้อมปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ มีหมากแก้มือตามแท็คติกของคู่ต่อสู้แต่ละทีมซึ่งมีแผนการเล่นแตกต่างกัน เราจึงได้เห็นการจัดตัว โรเตชั่น ในแต่ละตำแหน่งอยู่ตลอด

การเข้าทำที่หลากหลายนั้นเปรียบเสมือนไม้ตายของทีม “เรือใบสีฟ้า” ในหลายเกมที่พวกเขาต้องบุกทำประตู เราจะเห็นว่าลูกทีมของ เป๊ป นั้นมาทุกทิศทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นโยนโด่งโจมตีริมเส้น แทงทะลุช่องตรงกลาง ทำชิ่ง จ่ายคัตแบ็คตัดหลัง รวมไปถึงการยิงไกล พวกเขาพร้อมมาทุกรูปแบบ มันเลยยากต่อการรับมือสำหรับคู่แข่ง ต่อให้ซ้อมเกมรับกันมาอย่างดี แต่ถ้าต้องเจอกับพายุเกมบุกของ แมนฯ ซิตี้ ขนาดแม้แต่ เชลซี ของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ที่มี เกป้า อาร์ริซาบาลาก้า โกลค่าตัวแพงสุดในโลก มีตัวรับชั้นดีอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ยังโดนไปเหนาะ ๆ 6 เม็ดเลย !

ส่วนเด็ก ๆ ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ นั้น อย่างที่เรารู้กันดีว่าเกมรุกส่วนใหญ่ของ “หงส์แดง” ขึ้นอยู่กับแนวรุกพระกาฬ 3 ประสาน “SMF” โม ซาล่าห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ใช้ความสามารถส่วนตัวของ 3 คนนี้เสียเป็นส่วนใหญ่ แท็คติกที่ใช้ทุกเกมก็คือ “เกเก้นเพรสซิ่ง” อันเลื่องชื่อ เน้นบีบพื้นที่ แย่งบอลตั้งแต่ในแดนคู่แข่ง เปลี่ยนจากเกมรับเป็นรุกเฉียบพลัน โจมในขณะที่คู่แข่งแตกโซน

ในความเชื่อมั่นต่อระบบเกเก้นเพรสซิ่ง แต่ความหลากหลายนั้นเป็นปัญหาของ ลิเวอร์พูลเมื่อแผนนี้โดนคู่แข่งซ้อมรับมือมาเป็นอย่างดี คล็อปป์ ไม่ค่อยจะมีแผนสองไว้แก้เกมเท่าไหร่ ทำให้ต้องพึ่งความมหัศจรรย์ของแนวรุกเป็นหลัก ในวันที่ “ของไม่มา” แทบจะโบกมือลา 3 คะแนนได้เลย


จุดแข็งของหงส์แเดง

ยังดีว่าเกมรับอันเหนียวแน่นกลายมาเป็นจุดแข็งของ หงส์แดง ฤดูกาลนี้ นับแต่ได้ แฟร์กิล ฟาน ไดจค์ เข้ามาเสริมทัพ ยิ่งฟิวชั่นกับ อลิสซอน เบ็คเกอร์ ในปีนี้ ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีกและ 5 ลีกใหญ่ยุโรปเลย

แม้จะมีปัญหาอาการบาดเจ็บของแผงหลังอยู่เรื่อย ๆ ไล่ตั้งแต่ โจ โกเมซ ที่ปิดเทอมยาว อาการเจ็บออด ๆ แอด ๆ ของ โชเอล มาติป และ เดยัน ลอฟเรน ที่ยังคงไม่ฟิตเต็มร้อย อาจทำให้ คล็อปป์ นั้นต้องปวดหัวอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยการที่ ฟาน ไดจค์ กับ อลิสซอน นั้นยังอยู่ เหล่าเดอะ ค็อป นั้นสามารถจิบเบียร์ ผิวปาก เบาใจ ได้ในระดับหนึ่ง แถม แอนดี้ โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้าย รวมถึงตัวรับสารพัดประโยชน์ อย่าง ฟาบินโญ่ นั้นก็ดีวันดีคืน ช่วยเกมรับได้เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อทีมยังไม่เสียประตู เหล่าบรรดาผู้เล่นเกมรุกก็ทำหน้าที่ของตนได้อย่างสบายใจไร้กังวล บดจนได้ประตูชัย ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่ยิงเท่าไหร่ก็ไม่พอถ้าเป็นสุดหล่อ คาริอุส

ทั้งยังมีหลายต่อหลายเกมส์ที่ อลิสซอน และ ฟาน ไดจค์ นั้นโชว์คลาสให้แฟนบอลได้เห็น มีช็อตไฮไลท์ในการป้องกันประตูสำคัญให้ดูกันจนชินตา ลบคำครหาปัญหาค่าตัวสุดแพงของเขาทั้งสองไปจนหมดสิ้น นอกจากนี้ทั้งคู่ยังมีออพชั่นเพิ่มมิติเกมรุกให้กับทีมอีก ด้วยบอลยาว การเล่นบอลกับพื้นที่เชื่องเท้าของ อลิสซอน และการสอดขึ้นไปทำประตูจากลูกตั้งเตะของ ฟาน ไดจค์ ต้องบอกเลยว่าการทุ่มเงินมหาศาลให้กับนักเตะสองคนนี้ ถือเป็นการลงทุนที่แสนคุ้มค่าอย่างแท้จริง


ประสบการณ์ลุ้นแชมป์

แมนฯ ซิตี้ นั้นเป็นแชมป์เก่าแบบม้วนเดียวจบเมื่อซีซั่นก่อน นักเตะในทีมหลายคนล้วนผ่านการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้ว ต่างกับ ลิเวอร์พูล ที่ผู้เล่นแต่ละคนนั้นไม่เคยก้าวมาอยู่จุดนี้เลย จะมีก็แค่ เจมส์ มิลเนอร์ ที่เคยคว้าแชมป์กับ แมนฯ ซิตี้ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่เคยลุ้นแชมป์ในยุคของ แบรนแดน ร็อดเจอร์ส ฤดูกาล 2013-2014

ยิ่งเป็นช่วงสำคัญแบบนี้ แต้มเบียดบี้กันแบบนี้ การแย่งแชมป์นั้นแทบจะเรียกได้ว่าลุ้นกันนัดต่อนัด สถานการณ์มันกดดันมากแค่ไหน นักเตะระดับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ยังเคยพลาดมาแล้ว ดังนั้นสิ่งนี้ เยอร์เก้น คล็อปป์ ต้องกระชับลูกทีมให้มีสมาธิให้มาก ๆ แต่ด้วยที่พวกเขาต้องแบกความคาดหวังของบรรดา เดอะ ค็อป หากมองในแง่ดีมันคือแรงเชียร์ กำลังใจอันล้นหลาม แต่มันก็กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลได้เช่นกัน

ส่วนทางด้านของ “เรือใบสีฟ้า” นั้นก็ไม่ใช่ว่าจะชิล ๆ เสียเมื่อไหร่ อย่าลืมว่าปีก่อนพวกเขาเข้าป้ายไปได้แบบไม่มีใครมากดดันเลย แต่ปีนีนั้นพวกเขาต้องขับเคี่ยวกับขุนพลหงส์แเดง มาตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล แถมเคยออกอาการเป๋ สะดุดติด ๆ กันมาแล้วด้วยในช่วงนี้ กูรูทั้งหลายเลยมองว่าปีนี้ก็ไม่ง่ายเหมือนกันสำหรับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

หลาย ๆ ปัจจัยนั้นอาจเทไปทางด้าร “เดอะ ซิตี้เซน” มากกว่า ทั้งประสบการณ์ ขุมกำลัง และรูปแบบการเล่น แต่หลาย ๆ คนก็เชื่อว่า ลิเวอร์พูล ที่มาไกลขนาดนี้ ก็คงไม่ยอมปล่อยให้สิ่งที่พวกเขาสู้กันมากว่า 7-8 เดือน พังลงไปง่าย ๆ อย่างแน่นอน

บทสรุปรออยู่อีกไม่ไกลแล้ว ต้องลุ้นกันต่อไปว่าความหลากหลายในแท็คติกของ เป๊ป กับ ความเชื่อมั่นใน 3 ตัวรุกและเกเก้นเพรสซิ่ง ของ คล็อปป์ ฝ่ายไหนจะเข้าวินคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครอง

 

อ่าน วิธี แทงจักรยาน เดิมพัน จักรยาน ออนไลน์ sbobet เล่นง่าย ไม่มีราคาต่อรอง

ติดตาม โปรโมชั่น แทงบอล ของเรา คลิ๊กเลย

สนใจ แทงบอล สมัครผ่าน Line@ ทำรายการเร็วมาก Add friend เลย @TSBO-BET